เอเชียทีค คือศูนย์กลางแห่งการช้อปปิ้งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปีที่แล้วมีแต่คนถามว่า ไปมาหรือยังๆ จนแวร์มาสเตอร์ก็ต้องไปแวะ(ช้อปปิ้ง) สักครั้ง สองครั้ง สามครั้ง (เอ๊ะ ทำไมเริ่มเยอะ)

จนเมื่อไม่นานมานี้ แวร์มาสเตอร์ก็ได้ไปอีกรอบ คราวนี้ มีร้านอาหารดีๆ มาฝากกันอีกเช่นเคยจ้ะ ถ้าใครเดินไปแถวโกดัง 10 ก็มักจะพบเห็นร้านนี้ได้โดยง่าย แต่แวร์มาสเตอร์คิดว่า หลายๆคนคงเจอร้านนี้ ด้วยการเดินตามกลิ่นไก่ย่าง ที่ซุ้มด้านหน้า ซึ่งเป็นของร้านนี้เช่นกัน มาแน่ๆเลย

คราวนี้จึงขอเปิดสกู๊ป ด้วยไก่ย่างทรงเสน่ห์ ของ Fire & Dine by Wine Republic เขาล่ะ

DSC_2723

พอละสายตาและปาดน้ำลายจาก ราวไก่ย่างได้ เราก็จะพบหน้าร้านที่ดูเก๋ไก๋มีรสนิยมเท่ๆ ดังนี้ พอเข้าไปข้างใน ก็พบความเก๋ไก๋ที่ไม่แพ้ด้านนอกเลย

ด้านในจัดแต่งด้วยเครื่องดื่มค็อกเทลและไวน์ ตกแต่งด้วยวัสดุที่ทำให้ดูยังรู้สึกว่าเป็นโกดัง ตามคอนเซปท์ของ Asiatique อยู่ ส่วนครัวนั้น จัดให้เป็นครัวเปิดโล่ง ทานไปก็ดูการแสดงฝีไม้ลายมือของเชฟและลูกมือทุกคนภายในครัวได้ เพราะที่นี่สตาฟทำงานอย่างมืออาชีพและมั่นใจในความสะอาด จึงกล้าที่จะเปิดครัวให้เห็นจะจะได้

ร้านนี้เขามีคอนเซปท์เก๋ๆว่า บนโลกนี้มีแต่ของที่คู่กัน ตัว & จึงเป็นคอนเซปท์หลักของร้านนี้ ไม่ว่าจะเป็น ตั้งแต่ชื่อ Fire & Dine, ร้านลักษณะ Bar & Restaurant, อาหาร Pizza & Burger, ครัวมีคอนเซปท์ย่อยว่า Flavor & Pleasure เป็นต้น 

DSC_2692

DSC_2693

DSC_2700

DSC_2697

วันนี้แวร์มาสเตอร์ได้รับความสะดวกจากคุณเอ็ม พีอาร์สาวสวยประจำร้าน และ sous chef เชฟชีน ผู้ที่มีความชื่นชอบในด้านอาหารมาตั้งแต่เด็ก และได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่กอดองเบลอ ดุสิต และได้พบกับเชฟก้อง ผู้ร่วมก่อตั้งร้าน Fire & Dine จึงได้พากันมาร่วมงานกันที่นี่

ด้วยความที่ทั้งคู่มีพื้นฐานการศึกษาด้านอาหารจาก เลอ กอดองเบลอ เหมือนกัน ได้เห็นความงดงามของการทำอาหารในสไตล์ฝรั่งเศส อาหารที่นี่โดยพื้นฐาน จึงยังสร้างสรรค์ขึ้นจากเทคนิคสไตล์ฝรั่งเศสก่อน และซอสพื้นฐานของที่นี่ ก็ทำเองทั้งหมด เพื่อให้ได้รสชาติที่แน่ใจและแน่นอนจริงๆ จึงไม่ต้องแปลกใจว่า การเตรียมงานของแต่ละวัน  จึงต้องเริ่มตั้งแต่บ่ายอ่อนๆ แม้ว่าร้านจะเปิดในเวลาเย็นย่ำก็ตาม

สตาฟที่นี่ค่อนข้างมีสวัสดิการที่ดี และมีโอกาสให้สตาฟทั้งหลายได้แสดงฝีมือกัน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งไหนของร้านก็ตาม เพื่อมาแข่งกันทำอาหารพิเศษในแต่ละเดือน และเคยมีสตาฟที่ไม่ใช่เชฟชนะการแข่งขันไปแล้ว (และแน่นอน, ได้ขึ้นมาเป็นเชฟแล้ว) 

คำว่า Fire ในชื่อร้าน จึงไม่ได้หมายถึง ไฟในการปรุงอาหารเท่านั้น แต่มันหมายถึงไฟในการทำงานของสตาฟทุกคน และไฟของทุกคนก็ร่วมกันส่งอาหารทุกจานไปที่โต๊ะอาหารของลูกค้าทุกคน นั่นก็คือคำว่า Dine ในชื่อร้านนั่นเอง

การนั่งดูการทำงานของเชฟในครัวกันก็สนุกสนานดีนะ ใครมาคนเดียวก็คงไม่เหงาเพราะมัวแต่ดูความกระฉับกระเฉงของเชฟกันเพลินๆ

DSC_2713

DSC_2712

DSC_2810

มาที่จานแรกกันเลย ซีซาร์สลัด (Ceasars Salad 240 บาท) ของที่ร้านอาหารฝรั่งส่วนใหญ่จะมี หน้าตาก็ดูเบสิคตรงตามระเบียบซีซาร์สลัดอย่างนี้ ซีซาร์สลัดที่นี่ผักใบใหญ่สดกรอบ น้ำสลัดมีความหอมกลมกล่อม ออกเปรี้ยวเลมอนเล็กน้อย และมีรสเค็มจากแอนโชวี โรยหน้าด้วยพาเมซานขูดเป็นแผ่น เชฟบอกว่า เคยมีลูกค้าจะซื้อน้ำสลัดกลับบ้านด้วย คือชิมแล้วก็อยากจะซื้อกลับบ้านเหมือนกัน แต่เขาไม่ขายนี่สิ

นอกจากผักกรอบๆแล้ว ก็ยังมีขนมปังกรุบๆ และเบคอนกรุบๆ แต่ยังได้รสชาติของเบคอน ไม่ใช่แค่กรอบอย่างเดียว เพราะมีความหนาเล็กน้อยพอให้เคี้ยวหนุบๆ เมื่อผสมรวมกันกับชีสรสละมุน น้ำสลัดสไตล์กลมกล่อม หอม ครบเครื่องการเป็นซีซาร์ที่สมบูรณ์ มาที่นี่แล้วสั่งสลัดจานนี้ก็เป็นการเริ่มต้นมื้อที่ดีจ้ะ

DSC_2735

จานเรียกน้ำย่อยจานต่อไป ยำแซ่บปลาแซลมอน (Spicy Salmon Ceviche 280 บาท) ซึ่งจะว่าเรียกน้ำย่อยก็ไม่เชิง เพราะเนื้อปลามาอย่างเยอะ ผิดกับหลายๆที่ที่มาเป็นแผ่นบางๆและปริมาณน้อยๆสมชื่อจานเรียกน้ำย่อย ที่นี่ ถึงส่วนใหญ่จะเป็นอาหารฝรั่ง และจานนี้ก็ไม่ได้แซ่บจัดแบบร้านอาหารไทย แต่รสชาติก็มีความชัดเจนและรสครบสมกับเป็นยำแบบไทยๆ ซึ่งรสชาติแบบนี้ ถึงจะไม่เผ็ดจี๊ด แต่ก็ไม่ใช่รสชาติที่เน้นเอาใจคนต่างชาติอย่างแน่นอน จานนี้น้ำยำดีตรงที่ไม่หนักหวานให้เสียรสของแซลมอนไป เป็นน้ำยำที่ไม่จัดจนกลบความเด่นของเนื้อแซลมอนด้วย และการที่เนื้อแซลมอนหั่นเป็นลูกเต๋ามาทำให้ได้รสชาติและเนื้อของปลาแซลมอนเต็มๆมากกว่าการแล่บาง ตกแต่งชั้นบนสุดด้วยผักไมโครและต้นหอมซอย ใครรู้สึกมันยังเผ็ดไม่ถึงใจก็ยังเอาเนื้อแซลมอนปาดพริกป่นที่ตกแต่งมาเป็นเส้นตรงในจานได้อีกด้วย

DSC_2741

DSC_2744

แอบมาดูที่ครัวพิซซ่ากันบ้าง พ่อครัวกำลังสนุกสนานกับการทำพิซซ่าพร้อมๆกัน 4 ที่ ที่นี่พ่อครัวสามารถโชว์ควงแป้งพิซซ่าได้ด้วยนะ ถ้าใครอยากดู รีเควสกันได้เลย อย่างพริ้วนี่

ส่วนหน้าก็มีให้เลือกหลากหลาย ราวๆเกือบ 20 หน้าเห็นจะได้ ตั้งแต่หน้าเบสิค เช่น Margherita (ซอสมะเขือเทศกับชีสมอซซาเรลลา) ไปจนถึง Romagnola (ซอสมะเขือเทศ ชีสมอซซาเรลล่า ชีสพาร์เมซาน พาร์มาแฮม ผักร็อกเกต และมะเขือเทศลูกเล็ก) เป็นต้น หากชมชอบต้องมาลองดูกันเอง

ส่วนตัวแวร์มาสเตอร์ได้ลองชิม Diabla และ Parma คิดว่าพิซซ่าที่นี่โอเค เป็นแป้งบางกรอบแบบอิตาเลี่ยนแท้ๆ หอมแป้งจากเตาฟืนและใช้เวลาอบเพียงไม่กี่นาที วัตถุดิบที่ใช้รสชาติดี แต่มีความแฉะเล็กน้อยจากการถนอมพริกในน้ำมัน โดยรวมน่าจะถูกใจคนชอบทานพิซซ่า แต่เด่นสู้จานเด็ดๆเช่นสเต็ก เบอร์เกอร์ ไม่ได้ เท่านั้นจ้ะ

DSC_2752

DSC_2759

สปาเก็ตตี้ที่นี่ก็มีให้เลือกหลายเมนู สำหรับเมนูที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของที่นี่ ก็ต้องยกให้สปาเก็ตตี้ซอสไข่กุ้ง (Pasta with Ebiko Cream Sauce 320 บาท) ที่สูตรมาจากเชฟวีระที่อยู่สเตชั่นพาสต้าโดยตรง ซึ่งเป็นผู้คอยควบคุมระดับความสุกของเส้นพาสต้าให้เหมาะพอดีอยู่เสมอ เส้นสปาเก็ตตี้ที่นี่จะไม่ถึงกับ al dente แต่ก็จะมีความหนึบอยู่ตอนที่เคี้ยว ภายนอกอาจจะดูครีมมี่มาก แต่รสออกหวานทานง่าย อาจจะมีบางคนรู้สึกว่าน่าจะทานไม่หมด แวร์มาสเตอร์ก็เช่นกัน แต่เมื่อทานเข้าไปแล้ว ก็รู้สึกได้ว่าเข้มข้น แต่ก็ไม่ได้หนักอย่างที่คิด หนุ่มๆน่าจะทานสบาย สาวๆที่ทานน้อย แบ่งสองคนกำลังดี เสิร์ฟมาในจานอุ่นและควรทานตอนกำลังร้อนๆอยู่จ้า

ไข่กุ้งให้มาแบบใจดีจัดให้ ทุกการเคี้ยวจึงได้รสชาติไข่กุ้ง และได้สัมผัสเป๊าะแป๊ะของไข่กุ้งด้วย เป็นจานที่เคี้ยวสนุกเลยทีเดียว

DSC_2777

ฟัวกราส์ คือเมนูที่มีขายอยู่หลายร้านมากๆ แต่จะมีสักกี่ร้านที่ทำฟัวกราส์ได้ดี สำหรับที่นี่ ฟัวกราส์ทำสไตล์ฝรั่งเศสมาเลย และผลที่ได้ก็คือ ฟัวกราส์ที่สุกนอก ส่วนข้างในมีสีอมชมพูเล็กน้อยและยังฉ่ำอยู่ ไม่แห้งแข็งแบบสุกทั่ว ชิมแล้วละลายในปาก หากสุกมากเกินคุณสมบัติความมันเนียนในเนื้อฟัวกราส์จะหายไป ยิ่งเป็นฟัวกราส์คุณภาพดีแล้วก็ยิ่งน่าเสียดาย เพราะการทำสุกจนแห้งแข็งก็ไม่ค่อยต่างกับการทำให้ฟัวกราส์เกรดล่างๆลงมาสุกมากๆเช่นกัน

ฟัวกราส์สลัดจานนี้ (Foie Gras Salad Trio Sauce 420 บาท) เสิร์ฟพร้อมบัลซามิคและซอสสองแบบที่ช่วยตัดความมันและเสริมรสชาติของตัวฟัวกราส์เอง อย่างซอสราสเบอร์รี่ที่ให้รสออกเปรี้ยวหวานสไตล์ผลไม้ และซอสพีชที่มีรสหวานคล้ายเสาวรส วางพีชหั่นเคียงมาให้หนึ่งซีกเผื่อใครจะทานแกล้มก็ไม่ว่ากัน ควรตัดฟัวกราส์ให้ชิ้นพอดีคำ จิ้มกับซอสคำละรส จะได้กลิ่นและรสสัมผัสที่แตกต่างกัน คนที่เคยผิดหวังจากฟัวกราส์ที่อื่นมา ยังพอมีความหวังกับที่นี่นะ

DSC_2791

สเต็กวากิว (Australian’s Striploin Steak with Ratatouille 550 บาท) ทานคู่กับราตาตุยสไตล์ฝรั่งเศส มาแบบ medium-rare ของแท้ นอกสุก เก็บความชุ่มฉ่ำไว้ด้านใน (ซึ่งอาจจะดิบไปสำหรับคนไทยหลายๆคน แต่ก็สั่งได้ว่าต้องการสุกระดับไหน) คงไม่บรรยายอะไรมาก ได้แต่บอกว่า จานนี้เกิดมาเพื่อคนรักเนื้อจริงๆ มันนุ่มนวลและเต็มไปด้วยรสชาติกับความหอม ที่นี่สเต็กจะเลือกส่วน Striploin ที่เกือบจะติดกับส่วนบั้นท้ายของวัว เนื่องจากเป็นเนื้อวากีว จึงยังคงความนุ่มอยู่มาก ไม่ใช่แนวนุ่มละลายในปากแบบฟิเลมิยอง แต่เป็นความนุ่มที่ยังเคี้ยวสนุก ปรุงรสง่ายๆด้วยพริกไทยและเกลือบด และน้ำมันทรัฟเฟิลที่มีความหอมแบบเฉพาะตัว ช่วยยกระดับความหรูหราของกลิ่นโดยรวม เพิ่มเสน่ห์ให้กับเนื้อจานนี้อย่างยิ่งยวด

DSC_2854

สำหรับ ราตาตุย Ratatouille หรือเรียกง่ายๆว่าสตูว์ผักรวมแบบฝรั่งเศสในจานนี้ไม่ใช่เครื่องเคียงธรรมดา เพราะเป็นสิ่งที่เชฟตั้งใจปรุงเป็นพิเศษ เชฟชีนบอกว่าที่นี่ทำสไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆ และสไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆราตาตุยจะมีความกลมกล่อมของผักมากๆ อย่างที่แตกต่างจริงๆ เมื่อเสิร์ฟกับสเต็กวากิวแล้ว เข้ากันได้อย่างไม่เคอะเขิน

เมนูสุดท้ายที่ทีมแวร์อินไทยเลือกสั่งวันนี้ก็คือ เบอร์เกอร์ดำ (Fire & Dine Burger on Charcoal Bun 300, 380 บาท ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมูและวากีว) เบอเกอร์ดำนั้นทำวันต่อวัน และแน่นอนว่ามีจำกัดจำนวน และเป็นเมนู signature ของทางร้านที่เชฟชีนบอกว่า กว่าจะได้สูตรที่ลงตัวเท่าที่ทำได้อย่างทุกวันนี้ก็ปาเข้าไป 2 เดือน เพราะใช้เวลาไปกับการหาวัตถุดิบ และความชื้นที่พอเหมาะ เนื่องจากผงถ่านไม้นี้ โดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติดูดความชื้น ขนมปังที่ได้ในตอนแรกจึงร่วนแห้งเกินไป ต้องมีการปรับจูนอยู่ระยะหนึ่ง กว่าจะได้อย่างที่เห็น

DSC_2708

ตัวเนื้อขนมปังทำออกมาได้ดี สวยและมีความนุ่มตามสมควร แม้ว่าจะมีความร่วนแห้งมากกว่าขนมปังเบอร์เกอร์ทั่วไป แต่รสชาติก็ออกมาใกล้เคียงกัน จึงไม่ใช่รสแปลกใหม่สำหรับเบอร์เกอร์นี้ ยังคงรสชาติของเบอร์เกอร์โดยรวมได้เหมือนของดั้งเดิม แต่ได้ความสนุกและตื่นตาตื่นใจในการรับประทานมากขึ้นเยอะเลย 

DSC_2814

เมื่อออกมาให้เห็นตัวเป็นๆ ก็ดูสวยงามสมความตั้งใจของเชฟ จนอดเก็บภาพมาแชร์หลายๆมุมไม่ได้ (นี่ขนาดไม่ได้ทำเอง) เมื่อทานแล้ว มุมมองของแวร์มาสเตอร์คือ ถ้าชาวแวร์ไม่ได้เป็นมุสลิม และได้สั่งสเต็กวากิวไปแล้ว ก็ขอแนะนำให้สั่งไส้เบอร์เกอร์เป็นหมู แล้วไปดื่มด่ำกับวากิวเต็มๆในสเต็กจ้า หรือใครจะเน้นเนื้อทั้งสองเมนู ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

DSC_2820

สำหรับตัวไส้นั้นหอมเนื้อบด กัดไปแล้วนุ่มแต่ไม่แน่น ย่างไฟสุกทั่วกัน มีรสเค็มบางส่วน สอดไส้เสริมด้วยเบคอนทอด ชีสแผ่น เห็ดฝานบางๆ หอมใหญ่และซอส กัดไปทั้งคำรสชาติผสมกลมกล่อมกันดี

มาเรื่องเครื่องดื่มกันบ้าง ที่นี่สตาฟที่บาร์เครื่องดื่ม นอกจากจะคล่องแคล่วในการทำค็อกเทลแล้ว ก็ยังมีหน้าที่เป็น somm ของร้าน แนะนำไวน์ที่เรียงรายอยู่รอบร้านได้ด้วย ไวน์ที่นี่จะมีเยอะมาก ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ต้องการกลิ่นรสแบบไหน สอบถาม somm จะให้คำแนะนำได้ดีที่สุด 

สำหรับค็อกเทล ก็ได้รับการแนะนำสองตัวที่มีคาแรกเตอร์ต่างกัน และเหมาะกับคุณผู้หญิงด้วยเพราะระดับแอลกอฮอล์น้อย นั่นก็คือค็อกเทลที่มีส่วนผสมของสตรอเบอรี่ สำหรับคุณผู้หญิงที่ชอบน้ำผลไม้ และสำหรับใครที่ชอบทานเครื่องดื่มแนวช็อกโกแลตผสมกับแอลกอฮอล์ ก็แนะนำตัวที่เป็นนม ช็อกโกแลต คาลัวร์ อย่างที่เห็นในภาพด้านล่างนี้เลยจ้า 

DSC_2831

และถึงแม้ว่า Fire & Dine จะสามารถเสิร์ฟแบบ Fine Dining ให้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องใส่สูท รองเท้าส้นสูงมาทาน ใครก็ได้ที่มาเดินเอเชียทีคชิลๆ ลากแตะ กางเกงขาสั้น มาทานอาหารดีๆในราคาที่คุ้มค่า พร้อมกับฟังดนตรีสดที่มีเล่นให้ฟังทุกวัน จึงไม่น่าแปลกใจว่า จะเป็นอีกร้านหนึ่งในเอเชียทีค ที่มีลูกค้ามากมายในเกือบทุกๆวัน แม้จะเป็นค่ำคืนของวันธรรมดาก็ตาม 

Fire & Dine เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 17:30 ถึง 00:30 ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เปิดถึง 01:00 

ไปไลค์ Fire & Dine กันได้ที่แฟนเพจของ Fire & Dine เลยhttps://www.facebook.com/fireanddine

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s